วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2559

หมวกดับเพลิงในอุดมคติของนักดับเพลิงและกู้ภัย

หมวกดับเพลิงในอุดมคติของนักดับเพลิงและกู้ภัย

หมวกดับเพลิงที่นักดับเพลิงและกู้ภัยนิยมใช้กัน

ทีมดับเพลิงและกู้ภัย

หมวกดับเพลิงไม่ใช่แค่เป็นอุปกรณ์ป้องกันภัยศีรษะของนักดับเพลิงและกู้ภัยเท่านั้น แต่หมวกดับเพลิงที่ดีต้องสนับสนุนการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ต่างๆที่จำเป็นสำรับนักดับเพลิงได้ เช่น วิทยุสื่อสาร ไฟฉาย หน้ากาก scba
หากกล่าวถึงเรื่องหมวกดับเพลิงของนักดับเพลิงและกู้ภัยสิ่งที่จำเป็นที่ต้องได้เป็นอันดับแรกคือ ได้มาตรฐานปลอดภัย หากถามว่ามาตรฐานของหมวกดับเพลิงมีอะไรบ้างหลายคนคงตอบเป็นคำตอบแรกเลยว่า ต้องทนต่อความร้อน เพราะเป็นที่รู้จักกันดีว่านักดับเพลิงถูกฝึกมาเพื่อต่อสู้กับไฟชุดที่ใส่ต้องทนไฟทนความร้อน ส่วนจะทนความร้อนได้กี่องศาทนได้นานเท่าไรนั้นอันนี้ยังไม่ทราบเช่นกัน เพราะมาตรฐานมีหลายสถาบันเป็นผู้กำหนด อย่างเช่น มาตรฐาน NFPA มาตรฐาน EN เป็นต้น นอกจากทนความร้อนได้ดีแล้วหมวกดับเพลิงก็ต้องทนแรงกระแทกได้ แน่นอนอยู่แล้วครับว่าในพื้นที่เพลิงไหม้มันจะมีเศษวัสดุหรือสิ่งของที่อาจจะร่วงหล่นหรือกระเด็นโดนร่างกายเราที่สำคัญคือศีรษะเรานี้แหละครับต้องป้องกันให้ดี หมวกกู้ภัยดับเพลิงอุปกรณ์ป้องกันภัยให้กับศีรษะเรา สิ่งที่กล่าวมานี้ก็จะเป็นเรื่องของมาตรฐานผลิตภัณฑ์ทางด้านความปลอดภัย แต่ยังไม่ถือได้ว่าเป็นหมวกดับเพลิงที่ดี ไม่ใช่หมวกดับเพลิงในอุดมคติของพวกเรา

หมวกดับเพลิงอินทรีย์ของอเมริกา

หมวกดับเพลิงในอุดมคติของเราคืออะไร

มากล่าวถึงหมวกดับเพลิงในอุดมคติของนักดับเพลิงและกู้ภัย ว่าพวกเราต้องการใช้หมวกดับเพลิงแบบไหน นอกจากคุณสมบัติตามที่ได้กล่าวเบื้องต้นคือ ทนความร้อนและทนต่อแรงกระแทกได้ดีแล้วนั้น ต้องสามารถป้องกันภัยและอำนวยความสะดวกสร้างความคล่องตัวในการปฏิบัติงานของเราอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งเหล่านี้จะทำให้นักดับเพลิงและกู้ภัยมีความมั่นใจ มีสติ การตัดสินใจที่ดีขณะที่ผจญเพลิงไม่ต้องมาห่วงเรื่องอุปกรณ์ป้องกันภัยของตนเอง หมวกดับเพลิงในอุดมคติของนักดับเพลิงและกู้ภัยแต่ละคนก็แตกต่างกันไป แต่ในความรู้สึกส่วนตัวแล้วคิดว่านักดับเพลิงและกู้ภัยมากกว่า 90 % ชอบเหมือนกันคือ MSA CALLAT F1 นี้แหละครับหมวกดับเพลิงในอุดมคติเรา
หมวกดับเพลิงแบบเต็มใบ

ลักษณะของหมวกดับเพลิงที่ดี

หมวกดับเพลิงต้องเป็นทรงกลมเหมือนหมวกกันน็อกนั้นแหละครับ แต่จะต่างกันที่หมวกดับเพลิงจะต้องมีสันด้านบน และคลุมป้องกันเต็มศีรษะถึงท้ายทอย
หมวกดับเพลิงที่ดีที่สุด


ทำจากวัสดุพลาสติกทนไฟ ไม่น้อยกว่า 250 องศาเซลเซียส ได้นานไม่กว่า 5 นาที

มีกระบังหน้าป้องกันความร้อนและมีแว่นตาป้องกันเศษวัสดุ ที่สามารถปรับเลื่อนขึ้นลงได้ง่าย เมื่อเลื่อนขึ้นกระบังหน้าและแว่นจะซ่อนอยู่ภายในหมวก
รายละเอียดภายในหมวกดับเพลิง

มีน้ำหนักเบาไม่เกิน 1.5 Kg. สามารถต่อระบบวิทยุสื่อสารได้ สามารถเพิ่มอุปกรณ์ติดตั้งไฟฉายเข้ากับหมวกได้
หมวกดับเพลิงพร้อมวิทยุสื่อสาร

สามารถใช้งานร่วมกับ SCBA ได้ทุกรุ่น ชั้นในของหมวกมีแผ่นโฟมขึ้นรูปเพื่อรับแรงกระแทกและมีตาข่ายรองรับศีรษะด้านในสามารถแยกเป็นอิสระออกจากกันได้
หมวกดับเพลิงพร้อม SCBA


สามารถปรับขนาดให้พอดีกับรอบศีรษะได้ มีสายรัดคางพร้อมชุดล็อกที่สามารถขนาดและถอดออกได้

หมวกดับเพลิงพร้อมไฟฉาย

การเกิด Flashover และ Backdraft

การเกิด Flashover และ Backdraft

การเกิดปรากฏการณ์ Flashover Flashover หมายถึง การเปลี่ยนแปลงการเผาไหม้พร้อมกันในทันทีทันใดของไอเชื้อเพลิงภายในอาคารที่มีลักษณะปิดทึบ ทำให้เกิดเปลวไฟการลุกท่วมห้องในชั่วพริบตา  โดยที่ควัน และความร้อนจะถูกสะสมที่ ใต้แนวเพดาน และเมื่ออุณหภูมิจะสูงขึ้น จะเริ่มแผ่รังสีความร้อนลงสู่ด้านล่าง เชื้อเพลิงเกิดขบวนการคายไอ จนทั่วทั้งห้องและ ถึง ” จุดติดไฟได้ด้วยตัวเอง ”Ignition Temperature จากนั้นก็ลุกติดไฟพร้อมกัน
Fire gas Ignition เป็นการจุดระเบิดของไฟจากไอระเหย ปฏิกิริยาดังกล่าวโดยมากเิกิดจากสาเหตุการนำพาเปลวไฟไปยังไอระเหยที่มีส่วนผสมของก๊าซอยู่แล้วและส่วยดังกล่าวมีปริมาณออกซิเจนที่เพียงพอต่อการจุดติดเกิดขึ้น และสภาวะการที่ความร้อนสามารถส่งผ่านจากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่งได้จนเกิดสภาวะการจุดติด การรั่วไหลของไอระเหย ไอระหยของไฟสามารถไหลผ่านท่ออากาศ ช่องซาร์ฟ ไปยังห้องอื่นได้เช่นกัน ไอระเหยของไฟสามารถสะสมอยู่ทุกที่ของโครงสร้างอาคาร เช่นฝ้าเพดาน ใต้บันได สภาวะเช่นนี้ไม่ต้องการอากาศเข้ามาเติมเพิ่มเพื่อการเผาไหม้ เนื่องจากไฟมีไอระเหยและส่วนผสมที่พร้อมจุดติดหรือระเบิดทันทีที่มีประกายไฟ
การเกิดปรากฎการณ์ Backdraft 
เป็นการระเบิดเนื่องจากอากาศวิ่งเข้าหาเชื้อเพลิงที่เป็นไฟหรือควันที่ยังไม่ติดไฟหรือไฟใกล้ดับ ในบางครั้งเรียกว่า smoke explosion ( การระเบิดของควัน ) เป็น ปรากฏการณ์ที่ควันเกิดการลุกไหม้อย่างรวดเร็วและรุนแรงเกิดขึ้นโดยการนำออกซิเจนเข้าไปในห้องหรือบริเวณพื้นที่จำกัดที่มีการเผาไหม้จนออกซิเจนที่มีอยู่ลดน้อยหรือใกล้หมดอย่างฉับพลัน ขณะที่ไฟยังไม่ดับสนิทเพราะมีความร้อนสะสมอยู่เมื่อเปิดห้อง มีช่องให้อากาศจากภายนอกไหลเข้าทำให้ปัจจัยการเกิดไฟครบสมบูรณ์ เกิดการจุดติดอย่างรวดเร็วเฉียบพลัน รุนแรง มีขนาดใหญ่เหมือนกับการระเบิด
สิ่งที่บ่งบอกว่ากำลังจะเกิด backdraft 
- ปริมาณควันดำหนาแน่นมาก
- ควันไหลเข้า — ออกตามรอยประตูหน้าต่าง 
- ควันถูกผลักออกด้วยแรงดัน 
- ห้องหรืออาคารที่เกิดเหตุมีลักษณะที่ปิดสนิท ขนาดเล็ก มีช่องระบายอากาศน้อย
- ผนังห้องหรืออาคารมีความร้อนสูง
Pre-Backdraft ก่อนเกิด Backdraft จะสังเกตเห็นควันถูกดูดไหลเข้า — ออก ตามช่องเปิดต่างๆตามกระจกหน้าต่างจะมองเห็นควันดำและในขณะนั้นห้องทั้งห้อง จะเต็มไปด้วยความร้อนคาร์บอนมอนออกไซด์และไอระเหยอื่นๆดังนั้นเมื่อเปิด ประตูเข้าไป ควันภายในจะพุ่งออกมาเนื่องจากภายในมีความดันสูงกว่า อากาศเย็นจากภายนอกจะถูกดูดเข้าไปภายในอาคาร โดยอากาศที่เย็นกว่าจะอยู่ที่บริเวณด้านล่างของห้อง จึงเกิดการผสมระหว่างก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ กับอากาศดีจากภายนอก ( มีออกซิเจน 21 % ) ซึ่งจะค่อยๆไหลเข้าสู่จุดกำเนิดไฟไปแทนอากาศร้อนที่จุดกำเนิดไฟ ทำให้อากาศร้อนลอยตัวสูงขึ้น เห็นไฟวิ่งอยู่ระดับพื้นต่ำกว่าระดับควัน เมื่อควันลอยสูงขึ้นอีก 1 — 2 นิ้ว ทำให้ CO และ O2 ผสมกันมากขึ้นซึ่งเมื่อผสม ( ที่ CO 14.5 — 74% ) นี้ไหลไปถึงเปลวไฟ ทำให้องค์ประกอบไฟครบ 3 อย่าง ทำให้เกิดการจุดติดขึ้นมาการลุกไหม้จะเริ่มที่ฐานของไฟใต้ควันแล้วย้อนกลับ ไปตามทิศทางที่อากาศเข้ามา ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเร็วมากเสมือนการระเบิด การเผาไหม้ทำให้เกิดความร้อนทำให้อากาศเกิดการขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วความดันสูงนี้อาจทำให้กระจกหน้าต่างแตก ผนังล้ม ความรุนแรงของการระเบิด backdraft จึงขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง
ชั้นของความร้อน Thermal Layers ในห้องที่กำลังลุกไหม้นั้นก่อนที่จะเกิดปรากฎการณ์ทั้ง Flashoverและ ฺBackdraft จะมีชั้นของความร้อนแฝงอยู่โดยแยกตามความร้อนผลผลิตจากการเผาไหม้ เปลวไฟ ก๊าซ เขม่า ซึ่งก็แบ่งได้ 3 ชั้น คือ
1.ชั้นความร้อนสูงสุด Extreme Heat
2.ชั้นความร้อนปานกลาง  Moderate Heat
3.ชั้นความร้อนต่ำ Low Heat
แต่ทั้งสองปรากฎการณ์มีผลอันตรายกับตัวเจ้าหน้าที่ดับเพลิงถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากไม่มีการสังเกตุและเข้าใจขบวนการลุกไหม้ของเชื้อเพลิงว่าการลุกไหม้ของเชื้อเพลิงอยู่ในช่วงใด ลักษณะโครงสร้างอาคาร สิ่งแวดล้อมโดยรอบ

การใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือ การใช้ scba

การเลือกใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือ SCBA (Self Contained Breathing Apparatus)
เนื่องจากเครื่องช่วยหายใจ หรือ SCBA มีราคาค่อนข้างสูง ดังนั้นก่อนที่จะทำการซื้อเครื่องช่วยหายใจ  จะต้องมีการตัดสินใจเพื่อให้แน่ใจว่า เครื่องช่วยหายใจที่เลือกนั้น เหมาะสมกับการใช้งานที่ต้องการ ชนิดของการใช้งาน ระยะเวลาในการใช้ และความถี่ในการใช้ เป็นตัวแปรที่จะต้องพิจารณาก่อนที่จะซื้อเครื่องช่วยหายใจ เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้สินค้าที่ถูกต้อง

ชนิดของการใช้งาน
เมื่อมาถึงขั้นตอนการเลือกเครื่องช่วยหายใจ ผู้ซื้อควรจะพิจารณาวัตถุประสงค์ในการใช้งานเป็นอันดับแรก ถ้าเครื่องช่วยหายใจ จะถูกนำมาใช้ในการดับเพลิง จะต้องใช้เครื่องที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของ หน่วยงานป้องกันไฟแห่งชาติ National Fire Protection Association (NFPA) ปี 1981 ถ้าไม่ได้นำมาใช้ในการดับเพลิง สามารถใช้เครื่องช่วยหายใจ ที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของ สถาบันสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ National Institute for Occupational Safety and Health (NIOSH) จึงจะเหมาะสม

เครื่องช่วยหายใจ ในอุตสาหกรรม
สำหรับการใช้งานนอกเหนือจากการดับเพลิง, เครื่องช่วยหายใจที่ไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับ NFPA จะเป็นทางเลือกที่ประหยัดสำหรับผู้ซื้อ เครื่องช่วยหายใจที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของสถาบัน NIOSH จะเหมาะสมกับการใช้งานในอุตสาหกรรมที่มีพื้นที่จำกัด ,  การใช้งานในพื้นที่ที่มีสารปนเปื้อนเข้มข้นสูงกว่าระดับที่มีอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพ (IDLH)  สถานการณ์ที่ไม่ทราบความเข้มข้นของสารปนเปื้อนและออกซิเจนไม่เพียงพอ (ความเข้มข้นของออกซิเจนน้อยกว่า 19.5%)

เครื่องช่วยหายใจ NFPA 1981
เครื่องช่วยหายใจ ที่มีลักษณะสอดคล้องกับ NFPA 1981 มีความจำเป็นต้องใช้เมื่อใช้ในการดับเพลิง  เครื่องช่วยหายใจที่สอดคล้องกับ NFPA จะสอดคล้องกับ NIOSH ด้วย สำหรับการป้องกันพื้นฐานในอุตสาหกรรม  NFPA 1981 ประกอบด้วยข้อกำหนดด้านการทดสอบและวัสดุที่ใช้ สำหรับเครื่องช่วยหายใจ เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์มีความทนทานในสภาวะที่พนักงานดับเพลิงต้องปฏิบัติงาน ข้อกำหนดที่เด่นชัดอย่างหนึ่งของ NFPA 1981 คือ วัสดุที่ใช้ทำสายหรือท่อใน เครื่องช่วยหายใจ จะต้องทนทานต่อความร้อนและเปลวไฟ
ในเดือนกันยายน ปี ค.ศ 2002 NFPA ได้มีการปรับเปลี่ยนแก้ไขมาตรฐานของปี 1981 (NFPA 1981, ฉบับปี 2002)  ซึ่งใช้ทดแทน NFPA 1981 ฉบับปี 1997  การเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างในฉบับ ปี 2002 มีผลกระทบต่อการทดสอบของเครื่องช่วยหายใจ  มีสองข้อหลักๆ ที่อยู่ในการเปลี่ยนแปลงนี้ คือ ข้อกำหนดสำหรับ Head up Display (จอแสดงผลที่สามารถอ่านค่าได้โดยไม่ต้องละสายตาไปที่อื่น) หรือ HUD  และข้อต่อแบบ Rapid Intervention Crew Universal Air Connection หรือ RIC/UAC  เครื่องช่วยหายใจ ที่สอดคล้องกับข้อกำหนดฉบับปี 2002 จะต้องมีอุปกรณ์เหล่านี้ด้วย

            

ข้อกำหนดของ HUD ต้องการให้มีไฟ LED เพื่อบอกข้อมูลปริมาณโดยประมาณของถังอากาศที่มีค่าโดยประมาณเป็น เต็ม, สามในสี่, ครึ่งหนึ่ง และหนึ่งในสี่ ให้สามารถมองเห็นได้ในหน้ากาก ผู้ที่สวมใส่ เครื่องช่วยหายใจ จะต้องได้รับสัญญาณแจ้งเตือนกระพริบเมื่อถังจ่ายอากาศมีปริมาณเหลือครึ่งหนึ่งและหนึ่งในสี่ HUD จะต้องมีระบบให้สัญญาณ LED แจ้งเมื่อแบตเตอรี่อ่อน ไฟสัญญาณจะต้องมีความสว่างมากพอที่จะทำให้ผู้ที่สวมใส่มองเห็นในสภาพแสงสว่างปกติ แต่ไม่สว่างจนเกินไปที่ทำให้รบกวนผู้ที่สวมใส่เมื่อปฏิบัติงานในสภาพที่มีแสงน้อย
จุดประสงค์ของ RIC/UAC คือ เพื่อให้เครื่องช่วยหายใจทุกชุดมีข้อต่อที่เหมือนกันสำหรับใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินในการเติมอากาศเข้าไปใหม่ของพนักงานดับเพลิงที่ติดอยู่ภายใน

NFPA 1981 ถูกปรับเปลี่ยนอีกครั้งในปี  2007. การปรับเปลี่ยนนี้มีข้อกำหนดเพิ่มเติม คือให้ เครื่องช่วยหายใจ ทุกชุดจะต้องได้รับการรับรองโดย NIOSH ในฐานะที่เป็น CBRN (เคมี, สารอินทรีย์, การแผ่รังสี และนิวเคลียร์)  การปรับปรุงอื่นๆ คือการเพิ่มข้อกำหนดเพิ่มเติมสำหรับการสื่อสารด้วยเสียง และเพิ่มความสามารถในการป้องกันน้ำและความร้อน

เครื่องช่วยหายใจ CBRN
จากเหตุการณ์สลดใจ 9-11 ได้กระตุ้นให้ NIOSH ออกเกณฑ์ในการทดสอบและประสิทธิภาพของ เครื่องช่วยหายใจ ที่ใช้กับสาร CBRN (เคมี, สารอินทรีย์, การแผ่รังสี และนิวเคลียร์) ในเดือนมกราคม 2002 NIOSH เริ่มที่จะทำการการอนุมัติ เครื่องช่วยหายใจจากผู้ผลิตที่ได้ปรับปรุงเครื่องช่วยหายใจ ห้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ของ NIOSH
เครื่องช่วยหายใจ ที่ใช้กับสาร CBRN ที่ได้รับการอนุมัติจะต้องมีลักษณะดังนี้
  • เครื่องช่วยหายใจ ได้รับการอนุมัติจาก NIOSH  ภายใต้  Code 42 ของ Federal Regulations (CFR) ส่วนที่ 84, ส่วนย่อย H;
  • เครื่องช่วยหายใจ สอดคล้องกับ NFPA 1981 สำหรับ อุปกรณ์วงจรเปิดช่วยหายใจที่เก็บสารได้เองสำหรับพนักงานดับเพลิง
  • เครื่องช่วยหายใจ ได้รับการอนุมัติโดยการทดสอบพิเศษในหัวข้อ 42 CFR ส่วนที่ 84.63(c)
ภายใต้หัวข้อ 42 CFR ส่วนที่ 84.63(c) มีการทดสอบพิเศษสองแบบ การทดสอบสองแบบนี้มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
  • ป้องกันการแทรกซึมของสารเคมี และต้านทานต่อกาซพิษและซาริน
  • ระดับการป้องกันระบบทางเดินหายใจโดยห้องปฏิบัติการ , Laboratory respirator protection level (LRPL)
ในการทดสอบการแพร่กระจายและแทรกซึมของสารเคมี , อุปกรณ์ทุกอย่างของ เครื่องช่วยหายใจ ยกเว้นถังอากาศจะต้องต้านทานต่อกาซพิษและสารเคมีซาริน เครื่องช่วยหายใจ จะถูกทดสอบบนอุปกรณ์หุ่นจำลองที่ต่อเข้ากับเครื่องหายใจที่มีอัตราการไหลของอากาศ 40 ลิตรต่อนาที

การทดสอบ LRPL มีความจำเป็นสำหรับหัวข้อการทดสอบจำนวน 25 ถึง 40 รายการ รายการทดสอบนี้มีการใช้ขนาดของใบหน้าหลายๆ ขนาด เพื่อจำลองตัวอย่างของใบหน้าบุคคลทั่วๆ ไป เพื่อที่จะผ่านการทดสอบ LRPL  เครื่องช่วยหายใจจะต้องมีคะแนน 500 หรือมากกว่า ในไม่ต่ำกว่า 95% ของรายการทดสอบ
สำหรับข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อกำหนดของ CBRN สามารถเข้าไปที่เวบไซต์ของ  Centers for Disease Control and Prevention’s (CDC) NIOSH  ที่ http://www.cdc.gov/niosh/npptl/topics/respirators/

ระยะเวลาในการใช้งาน
ประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งในการพิจารณาเมื่อเลือก เครื่องช่วยหายใจ คือ ระยะเวลาในการใช้งานของ เครื่องช่วยหายใจ  เครื่องช่วยหายใจ ที่ได้รับการอนุมัติจาก NIOSH จะมีถังจ่ายที่สามารถจ่ายอากาศหายใจ 15 , 30, 45 หรือ 60 นาที  SCBA ที่ได้รับการอนุมัติจาก NIOSH จะต้องไม่ถูกนำไปสับสนกับอุปกรณ์ช่วยในการหนีภัย ขณะที่ทั้งสองระบบมีถังอากาศช่วยหายใจ แต่อุปกรณ์ช่วยหลบหนีจะมีอากาศในช่วงเวลาที่น้อยกว่า โดยทั่วไปแล้วมีเพียง 5 ถึง 10 นาที และมีวัตถุประสงค์ในการใช้เพื่อหนีออกจากบริเวณที่มีกาซพิษ หรือมีออกซิเจนไม่เพียงพอเท่านั้น ซึ่งเครื่องช่วยหายใจจะไม่เหมือนกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการหนีภัย เนื่องจาก เครื่องช่วยหายใจ ถูกอนุมัติให้ใช้ในการ เข้าหา พื้นที่ที่มีกาซพิษหรือพื้นที่ที่มีออกซิเจนไม่เพียงพอเท่านั้น เว้นแต่ผู้ซื้อต้องการให้ใช้ถังจ่ายอากาศหายใจสำหรับ 60 หรือ 45 นาที จึงจะใช้ระบบขนาด 15 หรือ 30 นาที เพื่อที่จะให้เกิดความประหยัดและสะดวกขึ้น เนื่องจากถังอากาศแบบ 15 และ 30 นาทีจะมีขนาดเล็กกว่า โดยปกติมันจะมีขนาดเล็กกว่า และมีน้ำหนักเบากว่าถังแบบ 60 นาที  ถึงแม้ว่าน้ำหนักจะแตกต่างกันไม่กี่ปอนด์แต่ก็ทำให้เกิดความสะดวกแตกต่างกันมากเมื่อถึงเวลาที่ผูกเข้ากับ เครื่องช่วยหายใจ ในการปฏิบัติภารกิจ

ความถี่ในการใช้งาน
ความสะดวกเป็นประเด็นที่จะต้องนำมาพิจารณาเมื่อพิจารณาว่าจำเป็นต้องใช้งาน เครื่องช่วยหายใจ บ่อยแค่ไหน  ถ้าหากใช้ เครื่องช่วยหายใจ เฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ปิดวาล์วที่รั่ว หรือทำการซ่อมบำรุงฉุกเฉินในพื้นที่จำกัด ซึ่งความสะดวกสบายจะไม่จำเป็นมากเท่ากับสถานการณ์ที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เป็นประจำ  ถ้าต้องใช้ เครื่องช่วยหายใจ เป็นประจำ ความสะดวกสบายของผู้ที่สวมใส่จะมีความสำคัญสูงสุด โดยทั่วไปแล้วความสะดวกสบายจะหมายถึงน้ำหนักที่น้อยลง
มีสองวิธีการในการลดน้ำหนักของ เครื่องช่วยหายใจ เทคนิคในการลดน้ำหนักสองวิธีนี้เกี่ยวข้องกับถังบรรจุอากาศของเครื่องช่วยหายใจ ผู้ผลิตทำการลดน้ำหนักของถังโดยการใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบา หรือโดยการบรรจุอากาศมากขึ้นในถังขนาดเล็ก และบางครั้งก็ใช้ทั้งสองวิธี

วัสดุที่ใช้ทำถังบรรจุอากาศ
แต่เดิมนั้น ถังบรรจุอากาศผลิตมาจากเหล็ก ในการลดน้ำหนัก จึงได้มีการใช้อะลูมิเนียมมาเป็นทางเลือกในการทำถัง ท้ายที่สุดผู้ผลิตได้เริ่มใช้สารสังเคราะห์ผสมกับอะลูมิเนียมในการลดน้ำหนักลงไปอีก โดยทั่วไปถังเหล่านี้ถูกอ้างถึงในชื่อถังวัสดุคอมโพสิท  ในหมวดหมู่ของคอมโพสิท มีถังแบบห่อหุ้มเป็นช่วง และแบบที่ถูกห่อหุ้มทั้งหมด
เมื่อไม่นานมานี้ ถังอากาศที่ใช้เคฟลาร์และคาร์บอนคอมโพสิทได้ถูกพัฒนาขึ้น ถังอากาศแบบคาร์บอนเป็นแบบล่าสุดและเบาที่สุดในวิวัฒนาการของถัง เครื่องช่วยหายใจ แต่ว่าน่าเสียดายสำหรับผู้ซื้อ ขณะที่น้ำหนักของถังลดลง แต่ราคาของเครื่องช่วยหายใจ เพิ่มขึ้น ถังที่มีน้ำหนักเบายังมีอายุการใช้งานที่สั้นกว่าและต้องการการทดสอบที่บ่อยกว่าถังแบบอะลูมิเนียม ถังของเครื่องช่วยหายใจ ทุกแบบจำเป็นจะต้องมีการทดสอบเป็นระยะ ความถี่ของการบำรุงรักษาขึ้นอยู่กับวัสดุของถัง

ความดันสูงและความดันต่ำ
วิธีการอื่นๆ ในการทำให้ เครื่องช่วยหายใจ มีน้ำหนักเบาลง คือการบรรจุอากาศปริมาณมากเข้าไปในถัง มีการเลือกใช้ความดันสามระดับคือ ความดันสูง หมายถึงถังที่สามารถบรรจุความดัน 4500 PSI , ความดันปานกลาง หมายถึงถังที่สามารถบรรจุความดัน 3000 PSI และความดันต่ำ คือถังที่สามารถบรรจุความดัน 2216 PSI จากทั้งสามแบบนี้ ถังแบบ ความดันสูง และความดันต่ำเป็นแบบที่ใช้มากสำหรับเครื่องช่วยหายใจ ส่วนถังแบบความดันปานกลางใช้มากในการดำน้ำ
ทั้ง เครื่องช่วยหายใจ แบบ 60 และ 45 นาทีจะใช้ถังแบบความดันสูง ถังแบบความดันสูงมีความจำเป็นในการจ่ายอากาศในถังสำหรับหายใจเป็นเวลา 45 ถึง 60 นาที ซึ่งสามารถสวมใส่ได้ด้วยความสะดวกสบาย
ถัง เครื่องช่วยหายใจ แบบ 30 นาทีมีทั้งแบบความดันสูงและแบบความดันต่ำ ข้อดีของถังความดันสูงแบบ 30 นาทีคือมีน้ำหนักเบากว่า เนื่องจากมีขนาดที่เล็กกว่าถัง เครื่องช่วยหายใจ แบบ 30 นาทีที่มีความดันต่ำ  ส่วนข้อเสียของระบบถัง 30 นาทีแบบความดันสูงคือมีราคาสูงกว่าถังแบบความดันต่ำ
การเติมอากาศเป็นข้อด้อยอีกประการหนึ่งของถังแบบความดันสูง เป็นเรื่องค่อนข้างยุ่งยากในการหาสถานที่ที่สามารถเติมถังแบบความดันสูงได้ หน่วยงานดับเพลิงท้องถิ่นเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในการเติมถังแบบความดันสูง ถังแบบความดันต่ำสามารถเติมอากาศได้ที่ร้านอุปกรณ์ดำน้ำ หรือหน่วยงานดับเพลิงท้องถิ่นของท่าน

เครื่องช่วยหายใจ แบบอื่นๆ  ภาพรวมอย่างคร่าวๆ
เอกสารนี้ได้เน้นเกี่ยวกับเครื่องช่วยหายใจแบบจ่ายอากาศตามความต้องการ เนื่องจากเป็นเครื่องช่วยหายใจแบบที่ใช้มากในงานอุตสาหกรรม มีเครื่องช่วยหายใจแบบพื้นฐานอื่นๆ อยู่อีกสามแบบ คือ แบบความดัน , แบบถังออกซิเจน , แบบสร้างอากาศได้เอง

เครื่องช่วยหายใจแบบความดัน จำเป็นต้องใช้เมื่ออาจจะมีการรั่วซึมเข้ามาภายใน (เกิดจากความดันภายนอกที่เป็นลบระหว่างการหายใจเข้าที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในระบบความดัน) ซึ่งยอมรับไม่ได้ ระบบนี้จ่ายแรงดันที่เป็นบวกให้กับชุดหน้ากากของเครื่องช่วยหายใจระหว่างการหายใจเข้าออก
เนื่องจากเครื่องช่วยหายใจแบบจ่ายอากาศตามความต้องการนั้นไม่ได้สัมพันธ์โดยตรงกับความดันของหน้ากาก ดังนั้น จึงอาจมีการรั่วซึมเข้ามาภายในได้ มากกว่าเครื่องช่วยหายใจแบบที่ใช้ความดัน
เครื่องช่วยหายใจแบบถังออกซิเจน  ใช้ถังออกซิเจนอัด, วาล์วลดและปรับความดัน, ถุงหายใจ , หน้ากาก และภาชนะบรรจุสารเคมีเพื่อดึงคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากลมหายใจออกของผู้สวมใส่ ถังออกซิเจนแบบที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้จาก NIOSH คือ แบบที่ป้องกันได้ 45 นาที , 1 ชั่วโมง, 2 ชั่วโมง, 3 ชั่วโมง และ 4 ชั่วโมง

เครื่องช่วยหายใจแบบสร้างอากาศเอง  มีความคล้ายคลึงกับแบบถังออกซิเจน ยกเว้นว่าไม่มีถังออกซิเจนอยู่ การจ่ายออกซิเจนให้กับผู้สวมใส่เพื่อการหายใจนั้น มาจากภาชนะบรรจุสารเคมีในระบบ ภาชนะบรรจุนำอากาศที่หายใจออกและความชื้นมาแยกเป็นออกซิเจนซึ่งจะถูกส่งเข้าไปในถุงหายใจและหน้ากากตามลำดับ

ประเภทของไฟ

ประเภทของไฟ ตามมาตรฐาน NFPA 10

 ประเภทของไฟ  ตามมาตรฐาน NFPA 10 แบ่งได้ 5 ประเภท คือ
calssa1.   ไฟประเภท A    สัญญลักษณ์ ตัวอักษร A  อยู่ในรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า พื้นสีเขียว ตัวอักษร สีดำ

      สัญญลักษณ์ที่เป็น รูปภาพ  จะเป็นรูปถังขยะ และท่อนไม้ที่ติดไฟ (ตามรูปที่แนบ)
      เป็นไฟที่ เกิดจากเชื้อเพลิง  ไม้  กระดาษ  ผ้า  ยาง  และ พลาสติก
      เครื่องดับเพลิงที่เหมาะสำหรับใช้ในการดับไฟ คือ  เครื่องดับเพลิงชนิดน้ำสะสมแรงดัน
      เครื่องดับเพลิงชนิดโฟมสะสมแรงดัน,  เครื่องดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง ABC
      เครื่องดับเพลิงชนิดก๊าซเหลวระเหย ที่ไม่ทำลายมลภาวะ 
calssb2.  ไฟประเภท B  สัญญลักษณ์  ตัวอักษร B  อยู่ในรูปสี่เหลี่ยมด้านเท่า  พื้นสีแดง ตัวอักษรสีดำ
      สัญญลักษณ์ที่เป็นรูปภาพ  จะเป็นรูป ถังใส่น้ำมัน ที่ติดไฟ (ตามรูปที่แนบ)
      เป็นไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงเหลวติดไฟ   น้ำมันเบนซิน,  น้ำมันดีเซล,  สี,   สารละลาย  
      เครื่องดับเพลิงที่เหมาะสำหรับใช้ดับไฟ คือ  เครื่องดับเพลิงชนิดโฟมสะสมแรงดัน,
      เครื่องดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง ABC,  เครื่องดับเพลิงชนิดคาร์บอนไดออกไซด์,
      เครื่องดับเพลิงชนิดก๊าซเหลวระเหย ที่ไม่ทำลายมลภาวะ 
calssc3.  ไฟประเภท C  สัญญลักษณ์  ตัวอักษร  C  อยู่ในรูปวงกลม   พื้นสีฟ้า  ตัวอักษรสีดำ
      สัญญลักษณ์ที่เป็นรูปภาพ  จะเป็นรูป ปลั๊กไฟที่ลุกติดไฟ
      เป็นไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงที่มีกระแสไฟฟ้า 
      เครื่องดับเพลิงที่เหมาะสำหรับดับไฟ คือ  เครื่องดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง ABC,
      เครื่องดับเพลิงชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์,  เครื่องดับเพลิงชนิดก๊าซเหลวระเหย
      ที่ไม่ทำลายมลภาวะ 
4.  ไฟประเภท D   สัญญลักษณ์  ตัวอักษร  D  อยู่ในรูปดาวห้าแฉก  พื้นสีเหลือง ตัวอักษรสีดำ
      สัญญลักษณ์ที่เป็นรูปภาพ  จะเป็นรูป เฟืองโลหะติดไฟ
      เป็นไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงที่เป็น โลหะลุกติดไฟ
      เครื่องดับเพลิงที่เหมาะสำหรับดับไฟ  คือ  เครื่องดับเพลิงชนิดผงเคมี โซเดียม ครอไรด์ 


5.  ไฟประเภท K   สัญญลักษณ์  ตัวอักษร  K   อยุ่ในรูปหกเหลี่ยมด้านเท่า  พื้นสีดำ ตัวอักษรสีขาว
      สัญญลักษณ์ที่เป็นรูปภาพ  จะเป็นรูป กะทะทำอาหารที่ลุกติดไฟ
      เป็นไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงน้ำมันทำอาหาร   น้ำมันพืช,  น้ำมันจากสัตว์  และไขมัน
      เครื่องดับเพลิงที่เหมาะสำหรับดับไฟ  คือ  เครื่องดับเพลิงชนิดน้ำผสมสารโปตัสเซี่ยมอะซิเตท 


12 ประเด็นอันตรายสำหรับนักดับเพลิง

12 ประเด็นอันตรายสำหรับนักดับเพลิง

           เมื่อไม่นานมานี้ มีรายงานจาก IAFF ว่ามีการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเข้าระงับเหตุเพลิงไหม้ของเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ท่ามกลางความวุ่นวายของมหานครใหญ่ๆๆ คิดเป็น 94 % 
จากการศึกษาและเก็บตัวอย่างนักดับเพลิง 1 ใน 3 ในสหรัฐ พบว่าสาเหตุส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเองสูงถึง 30 % ซึ่งก็มาจากสภาพแวดล้อมอารมณ์ การตรากตรำในหน้าที่ ภาระหนี้สิน การปรับตัวในสภาวะการณ์คับขัน ขาดการอบรมศึกษาอย่างต่อเนื่อง ละเลยไม่มีการศึกษาองค์ประกอบสาเหตุที่ก่อให้เกิดอันตรายกับชีวิตนักดับเพลิง
          ความกล้าหาญและความโง่                      มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากระหว่างสองสิ่งนี้ไม่มีใครเขียนโปรแกรมขึ้นมาควบคุมมันต้องอาศัยหลายสิ่งหลาย   อย่างที่อยู่ภายในตัวเราเอง ภายใต้สภาวะการณ์ที่กดดันหรืออันตราย หากคุณสามารถผ่านพ้นมันไปได้มันก็จะบ่งบอกถึงความกล้า   หาญในตัวคุณหรือความฉลาดที่สามารถแก้ไขปัญหา แต่หากคุณพลาดมันก็กลายเป็นความโง่ นั้นเอง
         คิดที่จะต่อสู้กับภัยอันตรายเสมอ                     บนพื้นฐานของคำว่า "หน้าที่"นักดับเพลิงคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อมีเหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นมันเป็นสิ่งที่ปลุกเร้าความอยากที่จะออก ปฏิบัติหน้าที่จนบางครั้งมันทำให้ตัวเรานั้นอาจตกเป็นผู้ประสบภัยเสียเอง


         การศึกษาหาความรู้ในวิชาชีพ นักดับเพลิงที่ศึกษาหรือผ่านการอบรมและหมั่นทบทวนในสิ่งที่ตนเองเรียนรู้มามันก็จะทำให้เข้าใจและสามารถประเมินสถานการณ์ขอเหตุเพลิงไหม้ สามารถใช้เครื่องมืออุปกรณ์ได้อย่างถูกต้องรวดเร็ว อย่างน้อยที่สุด ก็ชุดประจำตัว SCBA คุณต้องศึกษาฝึกฝนและหมั่นตรวจสอบเป็นประจำ
        เหตุการณ์ที่ต่อเนื่องยาวนาน เหตุเพลิงไหม้ที่ใช้เวลาในการควบคุมเหตุการณ์มาก มันจะยิ่งมีอันตรายกับชีวิตนักดับเพลิง เพิ่มเป็น 2 เท่า " เวลา "มันจะเป็นตัวพิสูจนประสิทธิภาพ สมรรถภาพของทีมดับเพลิงหรือตัวคุณทั้งความรู้ความสามารถ การศึกษา ประสบการณ์
       ไม่ปฏิบัติตามกฎกติกาความปลอดภัย การคำนวนปริมาณอากาศก่อนเข้าที่เกิดเหตุ ทุกคนต้องปฏิบัติ ตามอย่างเคร่งครัดทำเป็นนิสัยเพื่อรักษาชีวิตตัวเราเองและเพื่อนร่วมทีม และหากตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินต้องรักษาสภาพภาวะตื่นตระหนกให้ปกติ และขอความช่วยเหลือจากทีมทันที ข้อจำกัดสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจ หากคุณมีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ภายในร่างกายแม้จะเพียงเล็กน้อย คุณจะต้องหลีกเลี่ยงการสวมใสชุดSCBA เพราะคุณจะได้รับมลพิษที่มาจากตัวคุณเองและมันจะฆ่าคุณในที่สุด 
        การสูบบุหรี่ นักดับเพลิงทุกคนที่เข้ายังที่เกิดเหตุก็เสี่ยงกับมลพิษ มลภาวะมากมาย และสะสมก่อให้เกิดมะเร็งยิ่งนักดับเพลิงที่สูบบุหรี่ด้วยแล้วมันยิ่งจะบั่นทอนสุขภาพร่างกายเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว
        การประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาด เมื่อนักดับเพลิงเข้าปฏิบัติการยังที่เกิดเหตุหากขาดการวิเคราะห์ เหตุการณ์หรือประเมินสถานการณ์ผิดจากความเป็นจริงก็ส่งผลถึงชีวิตได้เช่นกัน
        การสื่อสาร หากทีมดับเพลิงเข้ายังตัวอาคารและไม่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้นั้นถือว่าเป็นสัญญาณอันตรายที่สุดสำหรับชีวิตนักดับเพลิง ทีมฉุกเฉินหรือผู้ควบคุมสั่งการจะต้องรีบนำทีมออกจากที่เกิดเหตุโดยเร็ว
        มลพิษ หรือมลภาวะ ที่เกิดจากการเผาไหม้ เช่น ก๊าซไฮโดรเจนคลอไรท์ ฟอสจีน คาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจนไซยาไนท์ ฯลฯ ก๊าซพิษเหล่านี้ต่างเป็นอันตรายต่อมนุษย์ ยิ่งเป็นนักดับเพลิง ด้วยแล้วปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพวกเขาเหล่านั้นจะไม่ได้รับสารพิษเหล่านั้น และโอกาสที่พวกเขาจะสะสมสารก่อมะเร็งไว้ในร่างกายมันก็ทวีคูณจากการศึกษาข้อมูล ถึงหน่าวยงานดับเพลิงจะมีอุปกรณ์ดับเพลิงที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งาน 100 % ขนาดไหนตัวเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมีสภาพร่างกายจิตใจที่พร้อม มีความเชี่ยวชาญประสบการณ์มากเพียงใด มันก็ยังทำให้ตัวเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ตกอยู่ในอันตรายถึงขั้นได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ไม่เพียงตัวเอง แต่มันยังรวมถึงเพื่อนร่วมทีม เพราะปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น
และอีก 2 ประเด็นที่เหลือก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ นั้นก็คือ flashover และก็ Blackdraft ส่วนใหญ่ที่เกิดเหตุจะเป็นลักษณะโครงสร้างเกิดในตัวอาคาร และจะกล่าวถึงในโอกาสต่อไป